To-Marry-A-Man

[Fic YooSu] To Marry A Man [Intro]

posted on 16 Feb 2008 04:32 by popoling  in To-Marry-A-Man



][::][ To Marry A Man ][::][
Introduction
Popoling-icez


Note:
ถือโอกาสเปิดฟิคเรื่องนี้ฉลองงานมีตบอร์ดที่เสร็จสิ้นไป
และไว้อาลัยกับความเสียดายที่งานมีตคราวนี้ไม่มีทะเบียนสมรสยูซู


::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::



INTRODUCTION




เสียงดนตรีดังบรรเลงเป็นจังหวะในผับหรูชื่อดังประจำย่านราตรียังคงดังอยู่ต่อเนื่องตลอดค่ำคืนแห่งความหฤหรรษ์สำหรับเหล่านักเที่ยวที่ต่างแวะเวียนกันเข้ามาแสวงหาความผ่อนคลาย ไม่ว่าจะด้วยดนตรีที่ชวนให้จิตใจได้เบิกบาน ฟลอร์กว้างที่พร้อมให้ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับท่วงท่าอันเร้าใจ เครื่องดื่มเย็นๆ ที่ดับความร้อนรุ่มของงานอันหนักหนาให้เจือจาง...หรือแม้แต่ผู้หญิง ที่คลอเคลียสร้างความอิ่มเอมให้ร่างกายที่ตรากตรำทำงานมาทั้งวันได้ลิ้มลองความสนุก




และสำหรับชายหนุ่มทายาทธุรกิจใหญ่ไฟแรงอย่าง ‘ปาร์คยูชอน’ ที่นี่ก็คงไม่ต่างอะไรกับแดนสวรรค์ที่เขาเลือกใช้มันระบายทุกความเหน็ดเหนื่อยและแสวงหาความสุขส่วนตัวทุกๆ ค่ำคืน...ดื่มด่ำกับอารมณ์ที่ถูกปลุกปั่นไปตามเสียงดนตรีและฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์ วนเวียนอยู่ไม่ได้ห่างหายไปในชีวิตประจำวัน




รู้สึกตัวอีกที มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาไปเสียแล้ว ยูชอนค้นพบว่าตนเองหลงใหลเสน่ห์ยามค่ำคืนของแหล่งบันเทิงเหล่านี้ และด้วยรูปร่างหน้าตาอันโดดเด่น ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ของหนุ่มเพลย์บอยเจ้าเสน่ห์ที่ชวนให้ใครต่อใครหลงใหล




รอยยิ้มกระชากใจที่เพียงมันแต่งแต้มขึ้นบนมุมปากก็สามารถดลบันดาลให้เขาได้ทุกสิ่งที่ตนเองปรารถนาทุกๆ ค่ำคืน น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ที่ราวกับร่ายมนต์สะกดให้ทุกสิ่งที่ออกปากเป็นไปดังปรารถนา




คืนนี้ก็เช่นกัน...




“ไม่ดื่มอีกหน่อยหรือคะยูชอน?” เสียงหวานพลิ้วฟังแล้วรื่นหูดังมาเรื่อยๆ อย่างประจบประแจง ดวงตาหวานฉ่ำที่ทอดมองมาอย่างยั่วยวนนับเป็นเรื่องที่ชายหนุ่มผู้เจนจัดอย่างเขาเคยชิน ยูชอนทำเพียงขยับยิ้มน้อยๆ ของเหลวสีอำพันใสก็รินลงไปในแก้วเปล่าที่เขาเพิ่งกระดกให้มันหมดไปก่อนหน้านั้นไม่นาน




“ฉันคิดว่าคืนนี้คุณจะไม่มาเสียอีก...” เสียงใสนั้นยังคงเอ่ยเจื้อยแจ้ว ยูชอนหันสายตาไปมองใบหน้าหวานใสของคนที่ค่ำคืนนี้จะต้องนอนอยู่ใต้ร่างของเขาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก




“ทำไมถึงคิดว่าผมจะไม่มาล่ะ?” เสียงแหบพร่ากระซิบเบาๆ ที่ข้างหูพาให้เลือดในกายของหญิงสาวในชุดแซกสีดำนั้นไหลพล่าน เจ้าของร่างอวบอัดนั้นส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีจริต ช้อนดวงตากลมใสที่ถูกเจ้าของปั้นแต่งให้ใสซื่อขึ้นมองชายหนุ่ม




“ก็แหม...เห็นเขาลือกันให้แซ่ดว่าคุณกำลังจะแต่งงาน” ปลายเสียงถูกดัดให้กระเง้ากระงอด




“จริงหรือคะยูชอน?” ประโยคคำถามที่เอ่ยออกมานั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นเพียงคำถามที่ต้องการคำตอบธรรมดาๆ หาใช่การคาดคั้นหรือเอาความใดๆ...ในสภาพสังคมที่ชายและหญิงทำความรู้จักและปรนเปรอกันแต่เพียงด้วยร่างกาย สำหรับเจ้าหล่อน...เธอเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง และมีสติมากพอที่จะรู้ว่า การผูกมัดเป็นเรื่องที่ว่างเปล่าเสียเหลือเกินสำหรับโลกยามราตรี




และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ยูชอนพึงพอใจ...การสนองความสุขแก่กันด้วยไฟรักที่โหมกระพือ สิ้นสุดแล้วก็อาจเริ่มต้นใหม่ได้ไม่รู้จบ หากสิ่งเหล่านั้นล้วนปราศจากการผูกมัด นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ




สิ่งที่ปาร์คยูชอนต้องการ...




“จริง...” เสียงทุ้มเอ่ยตอบอย่างแผ่วเบา ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามามอบจูบอันเร่าร้อนราวกับจะตัดความสนใจจากประเด็นเดิมๆ ที่เขาไม่ปรารถนาจะพูดถึง...การแต่งงานที่เกิดขึ้นโดยความยินยอมพร้อมใจ ทว่าเป็นของพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย หาใช่ตัวเขาและคู่กรณีไม่!




“อือ...” เสียงครางหวานในลำคอของหญิงสาวถูกขัดด้วยเสียงจากโทรศัพท์เครื่องหรูในกระเป๋ากางเกง ยูชอนผละออกจากสัมผัสอันลึกซึ้งนั้นอย่างเสียดาย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยใบหน้าที่ยังคงปั้นแต่งให้นิ่งเฉย มีเพียงแววแห่งความขัดใจเล็กน้อยเท่านั้นที่แต้มอยู่ในดวงตา




“ครับ?” ร่างสูงผละอ้อมกอดออกจากหญิงสาว ก่อนจะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์




“ตอนนี้เลยเหรอครับ?” ชายหนุ่มพูดเสียงดังขึ้นมาอีกนิด เพียงแค่นิดเดียวจริงๆ หากจะให้เทียบกับน้ำเสียงอันราบเรียบของเขา ยูชอนยกนาฬิกาข้อมือเรือนหรูขึ้นมาดูก่อนจะถอนหายใจไร้เสียง




“ครับ...ได้ครับ แล้วผมจะไปรับเขาให้” ร่างสูงตอบรับคำอีกเพียงสั้นๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไว้ตามเดิม ดวงตาคมสีเข้มราวกับน้ำลึกใต้มหาสมุทรยามรัตติกาลทอดมองหญิงสาวอย่างเสียดาย




“ขอโทษนะจีฮวา แต่ผมคงต้องไปก่อน” เขาพูดเพียงเท่านั้น หญิงสาวก็ยิ้มบางๆ อย่างเข้าใจ...เธอก้มลงจุมพิตชายหนุ่มแผ่วเบาอีกครั้ง ก่อนจะเขยิบถอยออกมาให้ร่างสูงได้เดินออกไปจากเบาะหนานุ่มได้ถนัด




สำหรับชีวิตยามค่ำคืน...ไม่มีประโยชน์ที่จะดึงรั้งคนที่เสียไปแทนที่จะเลือกมองหาคนใหม่ หล่อนเข้าใจจุดนี้ดี ที่จะเสียดายอยู่บ้างก็คงจะเป็นเพราะผู้ชายตรงหน้าล้วนแต่เป็นที่หมายปองของใครๆ ก็เท่านั้น เธอมองตามยูชอนที่วางเงินค่าเหล้าเกินไปจากจำนวนอยู่พอสมควร ก่อนจะก้าวขาออกจากร้านไปเงียบๆ...




...เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้นหลังจากที่ร่างสูงขยับตัวขึ้นนั่งบนรถสปอร์ตคันหรูแล้ว ยูชอนขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจยามเมื่อทวนสติแล้วนึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งได้รับคำสั่งมาจากผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าแม่




คำสั่งที่บอกให้เขาไปรับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากพิธีจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่ฝรั่งเศสด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม มันคงจะไม่เลวร้ายสำหรับเขานักหากว่าเจ้าเด็กที่ชื่อ คิมจุนซู นั่นจะไม่ถูกจับให้แต่งงานกับเขาทันทีที่กลับมาถึงเกาหลี!!




ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยอย่างขัดใจ ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง เป้าหมายคือท่าอากาศยานที่พระเจ้ากำลังจะส่งมารความสุขเข้ามาทำลายชีวิตอันอิสระของเขา...




มารความสุขที่ชื่อคิมจุนซู...




คนที่ทำให้ความจริงข้อหนึ่งในใจเขามันดังสนั่นไปมาอีกครั้ง...



ว่า...เขาไม่อยากแต่งงาน...



ไม่เคย...






::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::






เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำให้ร่างบอบบางในชุดเสื้อถักไหมพรมสีน้ำตาลอ่อนคลายวงแขนที่กอดอกไว้เพราะอากาศเย็นจัดยามค่ำคืน จุนซูหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางขึ้นมากรอกเสียงลงไปอย่างเรียบง่ายเมื่อเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาเป็นใคร




“สวัสดีครับแม่...ครับ ผมถึงแล้วครับ” เสียงเล็กๆ นั้นเอ่ย ยิ้มอย่างแผ่วเบาเมื่อได้ยินเสียงของมารดา อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาพอจะคลายความวิตกเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งจะได้ยินมาลงบ้าง ทว่าสิ่งต่อมาที่ผู้เป็นแม่บอกเขากลับทำให้ใบหน้าหวานซีดเผือดลงอย่างชัดเจน




“แม่ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้มารับผม ได้ยังไง?!” ร่างเล็กเอ่ยถาม เสียงหวานเผลอร้องดังลั่นด้วยความตกใจ




“ก็นั่นแหละแม่...จะว่าที่คู่แต่งอะไรนั่นผมไม่รู้หรอก แต่ผมไม่รู้จักเขา เขาก็ไม่รู้จักผม...เห็นว่าเป็นพวกเพลย์บอยด้วยไม่รู้จะไว้ใจได้หรือเปล่า” ท้ายประโยคนั้นฟังอยู่ห้วนจัดบ่งบอกถึงความไม่พึงใจนักของผู้พูด เรียวปากบางกำลังจะขยับเอ่ยคำปฏิเสธ ถ้าไม่ติดที่เสียงๆ หนึ่งได้ดังมาจากทางด้านหลัง...




“โทษทีนะถ้าฉันมันไม่น่าไว้ใจนัก...”




ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกแทบปล่อยมือถือออกจากมือยามเมื่อได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังชัดเจน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปทานไปเอง หรือเพราะอากาศเย็นจัดของเกาหลียามใกล้สิ้นปีกันแน่ที่ทำให้จุนซูรู้สึกว่าเสียงของคนข้างหลังนั้นช่างเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก




“เอ่อ ค...แค่นี้ก่อนนะครับแม่ รู้สึกว่าเขาจะมาแล้ว” จุนซูพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะรีบตัดสายไป ร่างเล็กสูดลมหายใจเข้าปอดอีกครั้งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะค่อยๆ หันหลังกลับไปเผชิญหน้าผู้มาเยือนด้วยใบหน้าที่ปั้นให้สงบที่สุด...




จุนซูชะงักแทบลืมหายใจเมื่อเงยหน้าขึ้นไปแล้วประสานสายตาเข้ากับความนิ่งสงบในแววตาของร่างสูง หากนั่นยังไม่เท่าการที่มันประดับอยู่บนใบหน้าที่คมคายได้รูปราวกับถูกสร้าง ทว่าอะไรบางอย่างมันสั่งให้เขาไม่อาจละสายตาไปจากคนตรงหน้าได้...




“นายคงเป็นคิมจุนซู...” น้ำเสียงทรงเสน่ห์เอ่ยถาม ปลายเสียงที่พอจะจับอารมณ์ได้ถึงความเหนื่อยหน่ายปนพิจารณาอย่างฉาบฉวยทำให้จุนซูหน้าตึงด้วยความไม่พอใจเล็กๆ ที่แล่นริ้ว




“ใช่ เราคือคิมจุนซู...ส่วนนายก็คงเป็นปาร์คยูชอนสินะ” เสียงเล็กเอ่ยถาม ใบหน้าเนียนใสเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างถือดีราวกับจะบอกว่าหาได้หวั่นเกรงต่อคนตรงหน้าไม่ อาการเหล่านั้นเรียกให้รอยยิ้มมุมปากอย่างท้าทายผุดขึ้นบนใบหน้าของยูชอน




ดวงตาคมกริบไล้ไปตามรูปหน้าอ่อนละมุนนั้นอย่างพิจารณา ผิวแก้มขาวเนียนละเอียดรับกับเครื่องหน้าที่งดงามนั้นจัดได้ว่าดึงดูดสายตาผู้ไม่น้อย ทว่าดวงตาที่มองมาอย่างอวดดีนั้นกลับไม่น่าทัศนายิ่งนักสำหรับคนที่ถูกมองด้วยแววตาหลงใหลชื่นชมมาทั้งชีวิตอย่างยูชอน




“ใช่...ปาร์คยูชอนที่เป็นเพลย์บอยและไม่น่าไว้ใจ คนเดียวกับที่นายเข้าใจนั่นแหละ” คำตอบกลับของร่างสูงทำเอาร่างบางหน้าเสีย การจะนินทาใครสักคนแล้วถูกอีกฝ่ายได้ยินเข้าคาหนังคาเขามันเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกแย่ไม่น้อย ยิ่งกับคนที่ไม่ค่อยวิจารณ์คนอื่นอย่างจุนซูแล้วล่ะก็...




“แม่เราบอกว่านายจะมารับเราไปส่งบ้าน”




“แม่นายควรจะบอกนายว่าแม่ฉันบังคับให้ฉันมารับนายกลับบ้านมากกว่า” เป็นอีกครั้งที่จุนซูรู้สึกว่าหน้าตัวเองชาไปทั้งแถบ ความรู้สึกอับอายแล่นผ่านเข้ามาวูบหนึ่งก่อนจะตามด้วยอารมณ์โกรธที่พุ่งจี๊ดขึ้นมาอย่างสุดจะระงับ




“งั้นก็ขอโทษที่รบกวน เราคิดว่าเรากลับเองจะสบายใจเสียกว่าต้องบังคับใครสักคนมาเป็นธุระ” พูดจบร่างบางก็หันขวับไปคว้าประเป๋าแล้วทำท่าจะเดินออกไปจากตรงนั้น ถ้าไม่ติดที่ลำแขนแกร่งซึ่งรั้งเขาเอาไว้จากทางด้านหลัง




จุนซูสะบัดแขนให้หลุดจากสัมผัสนั้นทันทีราวกับต้องของร้อน ดวงตาเรียวเล็กหันกลับมามองด้วยดวงตาวาววับ...เขาไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัว ยิ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่น่าทำความรู้จักเลยแม้สักนิดอย่างคนๆ นี้




“เก่งดีนี่...ได้ยินว่าไปเรียนเมืองนอกมาตั้งแต่ 7 ขวบไม่ใช่หรือ? โลกมันเปลี่ยนไปแค่ไหนก็น่าจะรู้ กลับคนเดียวก็ยิ่งอันตราย” คำกล่าวนั้นเกือบจะทำให้ร่างบางคิดว่ามันเป็นคำที่เอ่ยด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ต้องจับความคิดนั้นโยนทิ้งทันทีเมื่อได้ยินประโยคถัดมา




“ไม่งั้นแม่นายคงไม่ต้องให้ฉันลำบากมารับหรอก” จบคำนั้นจุนซูก็แทบจะลากของวิ่งออกไป ถ้าไม่ติดที่ว่ากระเป๋าของเขาถูกฉวยไว้โดยมือแกร่งของผู้สนทนาเสียก่อน ยูชอนกระตุกยิ้มท้าทายก่อนจะใช้มือหนึ่งลากกระเป๋าและมืออีกครั้งกระชากแขนคนตัวเล็กให้ตามไปที่รถแต่โดยดี




“โอ้ย! ปล่อยเรานะ เจ็บ!” เสียงหวานร้องลั่นเมื่อรู้สึกถึงแรงบีบที่ลำแขนบาง ทว่ายูชอนกลับยังคงเดินดิ่งไปยังรถสปอร์ตคันหรูที่จอดรออยู่ก่อนด้วย ยูชอนเปิดประตูแล้วโยนร่างบอบบางเข้าไปยังที่นั่งข้างคนขับก่อนจะยัดกระเป๋าเดินทางใบย่อมนั้นลงในที่นั่งด้านหลังด้วยความเร็ว




ร่างสูงเพรียวอ้อมขึ้นไปนั่งตรงที่ของตัวเองแล้วจัดการล็อคประตูรถเสร็จสรรพกันคนอวดดีบางคนคิดจะทำอะไรบ้าๆ สันชาตญานจากการได้ยืนปะทะคารมกันมาพักหนึ่งบอกเขาว่าเจ้าเด็กตัวเล็กคนนี้พูดจริงทำจริง และทิฐิแรงพอตัว...




“ปล่อยเราลงเดี๋ยวนี้นะ แค่กลับบ้านน่ะเราเรียกรถที่บ้านมารับก็ได้” เสียงหวานใสแว้ดขึ้นด้วยความหงุดหงิด ดูเหมือนท่าที่สงบที่ร่างบางพยายามปั้นนั้นจะแตกสลายไปตั้งแต่เจอเข้ากับพฤติกรรมป่าเถื่อนของยูชอน




“อยู่นิ่งๆ น่ะดีแล้ว...แม่นายไม่ได้บอกหรือไงว่าที่ให้ฉันมารับกลับบ้านที่ว่าน่ะ...บ้านฉันนะ ไม่ใช่บ้านนาย” น้ำเสียงห้าวแกร่งเอ่ยออกมาราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติ ทว่ามันทำให้ร่างเล็กที่นั่งเม้มปากด้วยความหงุดหงิดอยู่เบิกตากว้าง ร้องลั่นอย่างไม่เกรงใจ




“ว่าไงนะ?!!!”





::TO BE CON....::