[Fic YooSu] To Marry A Man [4]
posted on 16 Feb 2008 04:50 by popoling in To-Marry-A-Man][::][ To Marry A Man ][::][
Part Four
Popoling-icez
Note:
มันหน้าด้านกลับมาหลังจากหายหัวไปนอนกรี๊ดยูซูในคอน แล้วหลบไปพักรักษาตัวอยู่หลายวัน สงสัยปาร์คเอาหวัดมาปล่อย กร๊ากกกกก
ไม่ใช่ไรหรอกค่ะ บังเอิญว่าเพื่อนที่ตามมีคนเขาไม่สบายนิโหน่ย...ใกล้จะหายแล้วแท้ๆ แต่ข้าพเจ้าก็ผ่าดีไปติดเขามา อิยะฮ่ะฮ่า ปัจจุบันเสียงแหบเสียงแห้ง ทำอะไรมือไม้อ่อนไปหมด T^T เป็นหนักกว่าที่มันเคยเป็นอีก เซ็งเท่าโลก!!!
::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::
PART FOUR
“มึงว่ากูควรจะทำไงดีวะ?”
สุดท้ายแล้วพ่อยอดชายนายปาร์คยูชอนก็ต้องยอมศิโรราบถอดหน้ากากพ่อมดใจแข็งเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนรักในที่สุด ชางมินกระตุกยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุข...รู้สึกได้ทันทีว่าเด็กคิมจุนซูนั่นน่าสนใจไม่น้อย...ลองทำให้ไอ้คุณชายมาดมากนี่หลุดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าก็นับว่าเก่งไม่ใช่เล่นแล้วล่ะ...
“ใส่เกียร์หมาเดินหน้าต่อ...” ชางมินว่าเรียบๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน...ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของเขาจะรับรู้ได้ถึงเรื่องดีๆ บางอย่างที่กำลังจะตามเข้ามาในชีวิตของเพื่อนรักหลังจากงานแต่งครั้งนี้
โดยปกติแล้ว...ชางมินไม่ใช่คนที่เชื่อเซ้นส์ของตัวเองมากนักหรอก...
แต่นี่ชีวิตไอ้ชอนไม่ใช่ชีวิตกูนี่ เสี่ยงหน่อยจะเป็นไรไป...คิดได้ดังนั้นชางมินก็ขยับยิ้มมากขึ้น แล้วเริ่มต้นอธิบายให้ยูชอนที่ขมวดคิ้วเคร่งจ้องหน้าเขานิ่งให้มันค่อยๆ เข้าใจความคิดของเขาช้าๆ...
“คืองี้...กูก็แค่อยากจะให้มึงลองใช้ชีวิตกับเด็กคนนั้นไปก่อน...เท่าที่ฟังมึงเล่าเขาคงไม่ได้ชอบขี้หน้ามึงเล่าไหร่หรอก จริงไหม?” เขาถาม พอยูชอนพยักหน้า ชางมินก็พูดต่อ “...สรุปก็คือมึงสองคนแต่งงานกันโดยไม่ได้รักกัน เพราะฉะนั้นพวกมึงก็ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันเว้ย”
ยูชอนนิ่วหน้า...ทำไมมันคุ้นๆ เหมือนประโยคที่กูเพิ่งพูดส่งเดชกับสองคุณนายไปเมื่อเช้าเลยวะ คิดพลางร่างสูงก็เบ้หน้าอย่างหน่ายๆ ทำเอาชางมินต้องรีบขัดเมื่อเห็นอากาศร่อแร่ว่าจะไปไม่รอดของเพื่อนรัก
“น่า...ก็สุดท้ายแล้วถ้ามึงกับเขาทนกันไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยเลิกกันก็ได้นะเว้ย” ชางมินแนะ “อย่างน้อยแต่งกันตอนนี้ให้พวกแม่ๆ มึงสบายใจก่อน แล้วมึงก็ค่อยไปคุยปรึกษากับเด็กนั่นทีหลังว่าจะเอาไงต่อ...”
“โหยยย ปรึกษากับเด็กนั่น...คงตีกันตายเลยอ่ะมึง กูพูดสองประโยค ขัดกูทุกประโยค แถมหลอกด่ากูให้เสียหมาอีก แม่ง...คิดแล้วก็หงุดหงิด เด็กห่าอะไรวะปากจัดชิบหาย...” ปากจัด...แล้วก็ปากน่าจูบด้วย...คิดได้แต่เพียงในใจทว่าภายนอกของปาร์คยูชอนยังคงนิ่งเคร่ง
“เออ หงุดหงิดให้มันยืนยาว เกลียดให้มันตลอดรอดฝั่งนะมึง...กูเห็นมาบ่อยแล้วเว้ย ไอ้ที่กัดๆ กันหยั่งกะหมา...สุดท้ายแม่งรักกันทุกราย มึงดูไอ้ยุนกับพี่แจจุงเป็นกรณีตัวอย่างได้เลย” ชางมินว่า พลางเอ่ยพาดพิงถึงเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมหาวิทยาลัยกับรุ่นพี่คนสวยอดีตเดือนประจำคณะที่เมื่อก่อนเจอหน้ากันเป็นเกิดสงครามโลก
“แม่ง ชีวิตกูไม่ใช่นิยายน้ำเน่านะเว้ย”
“ชีวิตไอ้ยุนก็ไม่ใช่นิยายน้ำเน่า...” ชางมินโต้กลับ คราวนี้ยูชอนเบ้หน้าหนักกว่าเดิม
“โหย...ไม่ใช่ตายเลยมึง เสี่ยวแดกกันได้ทุกวี่ทุกวัน...กูได้ยินพวกมันคุยกันแต่ละทีขนแขนงี้ลุกเกรียวไปทั้งตัว...แม่ง ถ้าไม่ใช่ว่ารู้จักกันมาแต่สมัยมหาลัย กูคงนึกว่าโรมิโอกับจูเลียตกลับชาติมาเกิด” ร่างสูงว่าพลางกระแทกเสียง...
“ยังไงกูก็ยืนยันคำเดิม กูไม่อยากแต่งงาน...กูไม่ได้พิศวาสอะไรเด็กนั่น มึงคอยดูไว้เลยไอ้มิน สองเดือน!...แค่สองเดือนกูจะต้องหย่ากับเด็กนั่นให้ได้ ถ้ากูกลับคำเมื่อไหร่มึงลากตีนเพื่อนร่วมรุ่นทั้งคณะมายีหน้ากูได้เลย!!!” ว่าจบร่างสูงโปร่งของประธานหนุ่มมาดนิ่งก็ปิดแฟ้มเอกสารแล้วเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยความหงุดหงิด
ทิ้งไว้แต่เพียงรอยยิ้มมุมปากของหนุ่มอัจฉริยะ ที่กำลังนั่งครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจเงียบๆ...มือหนาค่อยๆ ล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาก่อนจะกดเบอร์หาเลขาส่วนตัวทันที...
หวังว่าก๊วนหมาๆ คณะอินเตอร์บริหารมันจะยังไม่เปลี่ยนเบอร์กันหมดหรอกนะ!!!
“ฮัลโหล...คุณซองมินเหรอครับ? ผมรบกวนคุณช่วยค้นหาหนังสือรุ่นสมัยมหาลัยของผมให้หน่อยนะครับ น่าจะอยู่ในชั้นหนังสือหลังโต๊ะทำงาน...ครับ ขอบคุณมากครับ” มือเรียวปิดโทรศัพท์ลง พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความมั่นใจที่ล้นขึ้นมาอยู่เต็มอก...
ถ้าสองเดือนมันช้าไปสำหรับการที่มึงจะหลงรักเด็กนั่น
กูชิมชางมินคนนี้จะแผลงศรให้มึงเอง...ไอ้ปาร์คยูชอน!!!
::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::
“แม่จะไม่ไปด้วยจริงๆ เหรอครับ?”
เสียงหวานใสของร่างเล็กเอ่ยออดอ้อนผู้เป็นมารดาด้วยใบหน้ากระเง้ากระงอด เหตุผลคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่คุณนายคิมซูยองและคุณนายปาร์คยูรินปฏิเสธการร่วมเดินทางไปลองชุดกับสองว่าที่บ่าวสาว ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่าต้องรอรับโทรศัพท์จากคนที่จะมาจัดสถานที่
“แม่อ่า...ก็ให้เขาเลื่อนวันที่จะมาดูบ้านก็ได้นี่ครับ” จุนซูบอกพลางอ้อนๆ
“ได้ยังไงล่ะเราก็ งานจะยิ่งล่าช้าไปอีกน่ะสิ ลูกคนนี้นี่ พวกแม่ๆ อุตส่าห์ยอมลงทุนจ้างคนมาเนรมิตสวนตระกูลคิมให้กลายเป็นลานวิวาห์สำหรับลูกๆ เลยนะ เหมือนที่ลูกเคยฝันไว้ตอนเด็กๆ ไงจ้ะจุนซู” เสียงของผู้เป็นมารดาว่าพลางยิ้มอ่อนหวาน ทำเอาร่างบางหลบสายตาคมๆ ของร่างสูงที่เหลือบมองมาแทบไม่ทัน
โธ่แม่...งานแต่งงานในฝันของผมไม่ได้มีคนชื่อปาร์คยูชอนเป็นเจ้าบ่าวสักหน่อย!!!
“แม่...”
“จุนซู!! อย่าดื้อสิลูก เห็นมั้ยพี่เขารอนานแล้ว ไปกันได้แล้วเร็วๆ...ยูชอน น้าฝากดูน้องด้วยนะจ้ะ ช่วงนี้สงสัยรู้ตัวว่าจะต้องออกจากอ้อมกอดแม่เลยงอแงไปหน่อย...อย่าถือสาน้องนะจ้ะ” คุณนายคิมพูดโดยมียูชอนผงกหัวพลางยิ้มรับแทบไม่ทัน...ผมว่าที่เด็กนี่งอแงไม่ใช่เพราะต้องออกจากอ้อมอกแม่หรอกมั้งครับ คุณน้า...
ถ้าคุณน้าบอกว่าเด็กมันงอแงเพราะรังเกียจอ้อมอกผมจะดูเป็นไปได้มากกว่า...
คิดได้เพียงเท่านั้นยูชอนก็ต้องหยุดคิดเมื่อคุณนายคิมรุนหลังลูกชายคนเล็กของเจ้าหล่อนให้เดินมาขนาบข้างเขา เพียงเท่านั้นร่างเล็กก็เริ่มต้นก้าวฉับๆ ไปยังเจ้าจากัวร์สีดำทันทีราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกลงโปรแกรมไว้ ยูชอนทอดสายตามองตามร่างเล็กแล้วส่ายหัวน้อยๆ ร่างสูงหันมาก้มหัวให้กับว่าที่แม่ภรรยาจำเป็นพลางยิ้มแห้งๆ ก่อนจะก้าวตามร่างบางไปที่รถ...
ร่างสูงก้าวขึ้นบนรถอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปเลิกคิ้วมองเสี้ยวหน้าหวานที่นั่งนิ่งหลังตรงอยู่บนรถ เสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากชายหนุ่มทำให้จุนซูหันขวับกลับมามองตาขวาง...
“ที่ควรจะหนักใจน่ะมันฉัน!!!” ร่างเล็กร้องขึ้นเสียงดังจนแทบจะเป็นตะโกน อาการองค์ลงกระทันหันของจุนซูทำให้ยูชอนถึงกับคิ้วกระตุก ร่างสูงปรายตาเหลือบมามองร่างเล็กก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก
“ทำไม? กลัวว่าแม่จะเนรมิตสวนหลังบ้านให้กลายเป็นงานแต่งงานในฝันไม่ได้ดั่ง...เฮ้ย!!!”
ร่างสูงร้องลั่นก่อนจะมีอันต้องเหยียบเบรกแทบหัวทิ่ม เมื่อจู่ๆ จุนซูก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วทำท่าจะเปิดประตูรถลงไป ร่างสูงหายใจถี่ระรัวจ้องมองร่างบางที่ตอนนี้แขนข้างหนึ่งถูกยึดไว้ด้วยมือแกร่งของเขาด้วยแววตาที่ไม่อาจอธิบายความหมาย
“ทำบ้าอะไรของนาย?!!!”
“จะลงรถ! เรายอมเดินไปจนถึงในเมืองดีกว่าต้องมานั่งทนฟังไอ้ผู้ชายปากหมาอย่างนายล้อเลียน!!!” จุนซูว่า สะบัดแขนของตนออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่มร่างสูงที่จ้องมองมาอยู่ จุนซูขยับเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปทันทีท่ามกลางเสียงโวยวายของอีกคน
คุณนายจะได้เล่นกูสิถ้ารู้ว่าปล่อยให้ว่าที่ลูกสะใภ้สุดที่รักต้องมาเดินตากแดดแบบนี้!!!
“ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะจุนซู...อย่ามาทำเป็นเรียกร้องความสนใจหน่อยเลย ฉันไม่ว่างขนาดจะต้องมาตามใจมาคอยรองรับอารมณ์นายทั้งวันหรอกนะ” เสียงทุ้มว่าด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะต้องโมโหหนักกว่าเก่าเมื่อสิ่งเดียวที่ร่างเล็กตอบเขาก็คือเสียงปิดประตูรถดังปัง
“เด็กเวรเอ๊ย!” ร่างสูงทุบพวงมาลัยแรงๆ ด้วยความหงุดหงิด ดวงตาคมเปี่ยมเสน่ห์ทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่เดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไม่คิดจะสนใจเขาอีกเลยด้วยอารมณ์กรุ่นๆ สุดท้ายก็ต้องยอมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วขับรถตามไปดักข้างทางเงียบๆ
“นี่...ขึ้นรถมาเดี๋ยวนี้นะ” เสียงแกร่งตะโกนออกไป แม้จะไม่ห้วนเหมือนเดิมแล้วหากก็ยังดูไม่น่าฟังอยู่ดีในความคิดของจุนซูที่โกรธจนแทบจะเป็นบ้า ร่างเล็กตวัดสายตามามองเล็กน้อยก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกไป ร่างสูงก็ขยับรถตามมาดักข้างหน้าอีกแล้วตะโกนแข่งกับเท้าเล็กๆ ที่ย่ำอย่างไม่คิดชีวิตนั่น
“นี่...ฉันขอโทษก็ได้เอ้า! ขึ้นมาเหอะ ตัวแค่นั้นไปเดินตากแดดเดี๋ยวจะได้เป็นลมเป็นแล้งอีก ไม่เจียมจริงๆ” ประโยคแรกฟังดูดีเหมือนจะเป็นห่วง แต่สุดท้ายหมาในปากของปาร์คยูชอนก็พังกรงที่เจ้านายอุตส่าห์ต้อนเข้าไปได้สำเร็จ ประโยคสุดท้ายเลยทำให้ร่างเล็กนอกรถเร่งฝีเท้าขึ้นจนแทบจะเป็นวิ่ง
“โว้ย!!!” ยูชอนสบถเสียงลั่น ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรถลงอย่างรวดเร็ว
“ขึ้นรถ!!!” เขาเดินดุ่มเข้าไปหาแล้วออกคำสั่งทันที จุนซูหยุดเดินพลางขยับตัวออกห่างราวกับรังเกียจเสียเต็มประดา อาการแบบนั้นทำให้ร่างสูงถึงกับค้างทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่ คนที่ไม่เคยมีใครปฏิเสธอย่างยูชอนแทบรับไม่ได้ที่เห็นคนทำทีท่ารังเกียจตนได้ขนาดนี้
“โอเค! ไม่ขึ้นใช่ไหม?! งั้นฉันก็จะเดินไปกับนายเนี่ยแหละ! ดูสิจะทนไปได้สักกี่น้ำ!!!” ว่าจบร่างสูงก็กระชากแขนเล็กแล้วดึงให้เดินตามออกไปทันที...จุนซูเบิกตากว้างของคนตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่ายูชอนจะกล้าทำแบบนี้จริงๆ
“ปล่อยเรา!...” จุนซูประท้วงพลางสะบัดแขนเล็กให้หลุดออกจากพันธนาการของมือแกร่ง ร่างสูงปรายสายตาขุ่นๆ มองคนที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ข้างๆ แล้วขยับเท้าก้าวเดินต่ออย่างไม่สนใจ...ก็เอาสิปาร์คยูชอน ระหว่างคนที่ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกด้วยตัวเองแบบติดดินอย่างเรา กับคุณชายทายาทธุรกิจพันล้านอย่างนาย ใครมันจะแพ้ให้ไอ้แดดเปรี้ยงๆ นี่ก่อนกัน!!!
แล้วนายจะเสียใจที่มาท้าคนอย่างเรา...ปาร์คยูชอน!!!
::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::
“หา? ไอ้ชอนอ่ะนะไปจอดรถทิ้งไว้กลางถนน??”
เสียงของชางมินที่กำลังนั่งจิบกาแฟรออาหารที่สั่งไปในร้านอาหารหรูเอ่ยถามขึ้นเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากปากของเลขาส่วนตัวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซองมินผงกหัวเล็กน้อยกับร่างสูง มือเรียวบางประสานกันแน่นที่หน้าตักระหว่างที่นั่งเกร็งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“ครับ...เห็นพี่ฮีชอลเลขาของคุณยูชอนบอกว่า เขาโทรมาสั่งให้ส่งคนเอารถไปไว้ที่คอนโดน่ะครับ” ร่างบางตอบด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน แม้ว่าเขาจะทำงานให้ชางมินมานาน แต่นี่ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่จู่ๆ เจ้านายหนุ่มแสนชาญฉลาดคนนี้ก็เดินดุ่มๆ มาที่โต๊ะทำงานแล้วบอกให้เขาเก็บของออกมาทานข้าวเป็นเพื่อน ท่ามกลางคำถามมากมาย ร่างเล็กก็นั่งรถเคียงข้างเจ้านายหนุ่มมาโดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ...
“ไม่เห็นต้องเกร็งขนาดนั้นเลยนี่...ซองมิน” เสียงของชายหนุ่มรูปหล่อเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“เอ่อ...”
“นี่มันนอกเวลางานนะ...ไม่มีคุณเลขากับบอสชิมนั่งอยู่อีกแล้ว ให้ตายสิ จะต้องให้ฉันบอกนายกี่ครั้งกันนะว่าเราเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องทำเหมือนกับฉันเป็นเจ้านายขนาดนั้นก็ได้...” ชางมินว่า เอามือเท้าคางหน่ายๆ กับท่าทีตึงเปรี๊ยะของเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ทำตัวเหมือนเป็นคนห่างไกลขนาดนั้น
จริงๆ แล้วทั้งเขา ยูชอน และซองมิน ต่างก็เป็นเพื่อนที่เรียนร่วมคณะกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ดังนั้นการศึกษาของคนตรงหน้านี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาที่ตรงไหน อันที่จริงซองมินสามารถทำงานได้ดีถึงระดับของผู้บริหาร และยูชอนก็เคยยื่นข้อเสนอนั้นให้กับร่างบางแต่ก็ถูกปฏิเสธ
ปัจจุบันนี้ ลีซองมิน อดีตนักศึกษาระดับเกียรตินิยมอันดับสองของคณะอินเตอร์บริหารจึงไม่ได้ทำงานอะไรที่สูงไปกว่าเลขาส่วนตัวของรองประธานบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดัง โดยที่เขากับยูชอนต้องใช้ความพยายามในการบังคับคนตรงหน้าอยู่นานกว่าที่ซองมินจะยอมรับเงินเดือนที่สูงกว่าตำแหน่งไปพอสมควรนั้น
“คือ...ยังไงคุณก็เจ้านายผม” เสียงหวานใสพูดเรียบๆ พลางส่งยิ้มให้ร่างสูงอ่อนๆ...มันยากที่จะไม่ให้เขารู้สึกกดดัน แม้จะเป็นเพื่อนร่วมคลาสกันมาแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นสนิทกันมากมาย แถมกลุ่มของชางมินยังนับว่าเป็นกลุ่มคนที่ดังมากๆ ในมหาวิทยาลัย ทั้งรูปร่าง หน้าตา ฐานะ และมันสมอง...มันเลยช่วยไม่ได้ที่เด็กนักเรียนทุนอย่างเขาจะรู้สึกเกร็งๆ อยู่บ้างเวลาอยู่ต่อหน้าคนพวกนี้...
โดยเฉพาะชางมิน นักศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เขาแอบชอบมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย...
“แต่นี่มันนอกเวลางานนะ” เสียงตัดพ้อกวนประสาทของชางมินดึงร่างเล็กให้หลุดจากภวังค์ ซองมินขยับยิ้มกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดราวกับเด็กเอาแต่ใจของเจ้านายหนุ่ม
“เมื่อวันก่อนคุณก็โทรเรียกผมมาช่วยเคลียร์เอกสารที่ค้างอยู่ทั้งๆ ที่มันตีสองแล้ว...” เจอย้อนเข้าไปชางมินก็เงียบกริบ ชายหนุ่มฉลาดพอที่จะไม่เถียง เพราะประสบการณ์จากทั้งซองมินและ คิมฮีชอล เลขาของยูชอนมันสอนให้เขารู้ว่า...เลขา ปากจัดทุกคน...
“แล้วนี่ลากผมมาทานข้าวด้วย มีอะไรหรือครับ?” ซองมินถาม หลังจากพยายามผ่อนคลายตัวเองลงได้บ้างแล้ว ชางมินเองก็เหนื่อยที่จะบังคับเขาให้พูดจาเป็นกันเองแล้วเช่นกันจึงได้แต่พยักหน้าสั้นๆ
“ก็ไม่อะไรมากหรอก...เรื่องไอ้ชอนน่ะแหละ” ร่างสูงว่า ทำเอาซองมินต้องเลิกคิ้วขึ้น
“คุณยูชอนทำไมเหรอครับ?”
“มันจะแต่งงาน...”
“ห๊า?!!!” เสียงหวานร้องลั่นขึ้นอย่างตกใจก่อนที่เจ้าตัวจะยกมือขึ้นปิดปากไว้ได้ทัน ร่างเล็กหดคอลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสายตามองด้อมๆ มองๆ มาของคนทั้งร้าน ซองมินเหลือบมองซ้ายขวาก่อนจะหันมาสบตาชางมินที่นั่งจ้องเขาพลางหัวเราะด้วยสายตาค้อนๆ
“หยุดเลยนะครับ...อธิบายผมมาก่อนว่าเรื่องนี้มันเป็นยังไงมายังไง ทำไมคุณยูชอนถึงจะแต่งงาน แล้วแต่งกับใครด้วย? ไหนตอนเรียนมหาลัยพูดนักพูดหนาว่าไม่อยากแต่งงานไงครับ” ซองมินเอ่ยถาม
“นี่ถ้ามันมาได้ยินนายพูดอย่างนี้คงเอาหัวโขกกำแพงตายไปแล้วแน่ๆ” ชางมินว่ากลั้วหัวเราะ ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ปรับท่าตัวเองให้สบาย ดวงตาคมหนักแน่นทอดมองไปยังร่างบางของเลขาเบื้องหน้า สื่อความหมายบางอย่างที่ซองมินซึ่งอยู่กับเขามานานมากพอเริ่มเอะใจ
“ฉันเล่าให้ฟังแน่...” ร่างสูงพูด รอยยิ้มบางๆ แต้มขึ้นที่มุมปาก
“แต่ต้องรับปากก่อนนะว่าจะช่วยอะไรฉันบางอย่าง...เรื่องไอ้ยูชอนมัน...”
::{TO BE CON}::
เม้นต์เพื่องานแต่ง (ที่อาจจะวุ่นวายด้วยฝีมือของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และเพื่อนเจ้าบ่าว(?) อิยะฮ่ะฮ่า~)
“มึงว่ากูควรจะทำไงดีวะ?”
สุดท้ายแล้วพ่อยอดชายนายปาร์คยูชอนก็ต้องยอมศิโรราบถอดหน้ากากพ่อมดใจแข็งเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนรักในที่สุด ชางมินกระตุกยิ้มน้อยๆ อย่างมีความสุข...รู้สึกได้ทันทีว่าเด็กคิมจุนซูนั่นน่าสนใจไม่น้อย...ลองทำให้ไอ้คุณชายมาดมากนี่หลุดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าก็นับว่าเก่งไม่ใช่เล่นแล้วล่ะ...
“ใส่เกียร์หมาเดินหน้าต่อ...” ชางมินว่าเรียบๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน...ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของเขาจะรับรู้ได้ถึงเรื่องดีๆ บางอย่างที่กำลังจะตามเข้ามาในชีวิตของเพื่อนรักหลังจากงานแต่งครั้งนี้
โดยปกติแล้ว...ชางมินไม่ใช่คนที่เชื่อเซ้นส์ของตัวเองมากนักหรอก...
แต่นี่ชีวิตไอ้ชอนไม่ใช่ชีวิตกูนี่ เสี่ยงหน่อยจะเป็นไรไป...คิดได้ดังนั้นชางมินก็ขยับยิ้มมากขึ้น แล้วเริ่มต้นอธิบายให้ยูชอนที่ขมวดคิ้วเคร่งจ้องหน้าเขานิ่งให้มันค่อยๆ เข้าใจความคิดของเขาช้าๆ...
“คืองี้...กูก็แค่อยากจะให้มึงลองใช้ชีวิตกับเด็กคนนั้นไปก่อน...เท่าที่ฟังมึงเล่าเขาคงไม่ได้ชอบขี้หน้ามึงเล่าไหร่หรอก จริงไหม?” เขาถาม พอยูชอนพยักหน้า ชางมินก็พูดต่อ “...สรุปก็คือมึงสองคนแต่งงานกันโดยไม่ได้รักกัน เพราะฉะนั้นพวกมึงก็ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันเว้ย”
ยูชอนนิ่วหน้า...ทำไมมันคุ้นๆ เหมือนประโยคที่กูเพิ่งพูดส่งเดชกับสองคุณนายไปเมื่อเช้าเลยวะ คิดพลางร่างสูงก็เบ้หน้าอย่างหน่ายๆ ทำเอาชางมินต้องรีบขัดเมื่อเห็นอากาศร่อแร่ว่าจะไปไม่รอดของเพื่อนรัก
“น่า...ก็สุดท้ายแล้วถ้ามึงกับเขาทนกันไม่ไหวจริงๆ ก็ค่อยเลิกกันก็ได้นะเว้ย” ชางมินแนะ “อย่างน้อยแต่งกันตอนนี้ให้พวกแม่ๆ มึงสบายใจก่อน แล้วมึงก็ค่อยไปคุยปรึกษากับเด็กนั่นทีหลังว่าจะเอาไงต่อ...”
“โหยยย ปรึกษากับเด็กนั่น...คงตีกันตายเลยอ่ะมึง กูพูดสองประโยค ขัดกูทุกประโยค แถมหลอกด่ากูให้เสียหมาอีก แม่ง...คิดแล้วก็หงุดหงิด เด็กห่าอะไรวะปากจัดชิบหาย...” ปากจัด...แล้วก็ปากน่าจูบด้วย...คิดได้แต่เพียงในใจทว่าภายนอกของปาร์คยูชอนยังคงนิ่งเคร่ง
“เออ หงุดหงิดให้มันยืนยาว เกลียดให้มันตลอดรอดฝั่งนะมึง...กูเห็นมาบ่อยแล้วเว้ย ไอ้ที่กัดๆ กันหยั่งกะหมา...สุดท้ายแม่งรักกันทุกราย มึงดูไอ้ยุนกับพี่แจจุงเป็นกรณีตัวอย่างได้เลย” ชางมินว่า พลางเอ่ยพาดพิงถึงเพื่อนร่วมรุ่นสมัยมหาวิทยาลัยกับรุ่นพี่คนสวยอดีตเดือนประจำคณะที่เมื่อก่อนเจอหน้ากันเป็นเกิดสงครามโลก
“แม่ง ชีวิตกูไม่ใช่นิยายน้ำเน่านะเว้ย”
“ชีวิตไอ้ยุนก็ไม่ใช่นิยายน้ำเน่า...” ชางมินโต้กลับ คราวนี้ยูชอนเบ้หน้าหนักกว่าเดิม
“โหย...ไม่ใช่ตายเลยมึง เสี่ยวแดกกันได้ทุกวี่ทุกวัน...กูได้ยินพวกมันคุยกันแต่ละทีขนแขนงี้ลุกเกรียวไปทั้งตัว...แม่ง ถ้าไม่ใช่ว่ารู้จักกันมาแต่สมัยมหาลัย กูคงนึกว่าโรมิโอกับจูเลียตกลับชาติมาเกิด” ร่างสูงว่าพลางกระแทกเสียง...
“ยังไงกูก็ยืนยันคำเดิม กูไม่อยากแต่งงาน...กูไม่ได้พิศวาสอะไรเด็กนั่น มึงคอยดูไว้เลยไอ้มิน สองเดือน!...แค่สองเดือนกูจะต้องหย่ากับเด็กนั่นให้ได้ ถ้ากูกลับคำเมื่อไหร่มึงลากตีนเพื่อนร่วมรุ่นทั้งคณะมายีหน้ากูได้เลย!!!” ว่าจบร่างสูงโปร่งของประธานหนุ่มมาดนิ่งก็ปิดแฟ้มเอกสารแล้วเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยความหงุดหงิด
ทิ้งไว้แต่เพียงรอยยิ้มมุมปากของหนุ่มอัจฉริยะ ที่กำลังนั่งครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในใจเงียบๆ...มือหนาค่อยๆ ล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมาก่อนจะกดเบอร์หาเลขาส่วนตัวทันที...
หวังว่าก๊วนหมาๆ คณะอินเตอร์บริหารมันจะยังไม่เปลี่ยนเบอร์กันหมดหรอกนะ!!!
“ฮัลโหล...คุณซองมินเหรอครับ? ผมรบกวนคุณช่วยค้นหาหนังสือรุ่นสมัยมหาลัยของผมให้หน่อยนะครับ น่าจะอยู่ในชั้นหนังสือหลังโต๊ะทำงาน...ครับ ขอบคุณมากครับ” มือเรียวปิดโทรศัพท์ลง พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความมั่นใจที่ล้นขึ้นมาอยู่เต็มอก...
ถ้าสองเดือนมันช้าไปสำหรับการที่มึงจะหลงรักเด็กนั่น
กูชิมชางมินคนนี้จะแผลงศรให้มึงเอง...ไอ้ปาร์คยูชอน!!!
::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::
“แม่จะไม่ไปด้วยจริงๆ เหรอครับ?”
เสียงหวานใสของร่างเล็กเอ่ยออดอ้อนผู้เป็นมารดาด้วยใบหน้ากระเง้ากระงอด เหตุผลคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่คุณนายคิมซูยองและคุณนายปาร์คยูรินปฏิเสธการร่วมเดินทางไปลองชุดกับสองว่าที่บ่าวสาว ด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่าต้องรอรับโทรศัพท์จากคนที่จะมาจัดสถานที่
“แม่อ่า...ก็ให้เขาเลื่อนวันที่จะมาดูบ้านก็ได้นี่ครับ” จุนซูบอกพลางอ้อนๆ
“ได้ยังไงล่ะเราก็ งานจะยิ่งล่าช้าไปอีกน่ะสิ ลูกคนนี้นี่ พวกแม่ๆ อุตส่าห์ยอมลงทุนจ้างคนมาเนรมิตสวนตระกูลคิมให้กลายเป็นลานวิวาห์สำหรับลูกๆ เลยนะ เหมือนที่ลูกเคยฝันไว้ตอนเด็กๆ ไงจ้ะจุนซู” เสียงของผู้เป็นมารดาว่าพลางยิ้มอ่อนหวาน ทำเอาร่างบางหลบสายตาคมๆ ของร่างสูงที่เหลือบมองมาแทบไม่ทัน
โธ่แม่...งานแต่งงานในฝันของผมไม่ได้มีคนชื่อปาร์คยูชอนเป็นเจ้าบ่าวสักหน่อย!!!
“แม่...”
“จุนซู!! อย่าดื้อสิลูก เห็นมั้ยพี่เขารอนานแล้ว ไปกันได้แล้วเร็วๆ...ยูชอน น้าฝากดูน้องด้วยนะจ้ะ ช่วงนี้สงสัยรู้ตัวว่าจะต้องออกจากอ้อมกอดแม่เลยงอแงไปหน่อย...อย่าถือสาน้องนะจ้ะ” คุณนายคิมพูดโดยมียูชอนผงกหัวพลางยิ้มรับแทบไม่ทัน...ผมว่าที่เด็กนี่งอแงไม่ใช่เพราะต้องออกจากอ้อมอกแม่หรอกมั้งครับ คุณน้า...
ถ้าคุณน้าบอกว่าเด็กมันงอแงเพราะรังเกียจอ้อมอกผมจะดูเป็นไปได้มากกว่า...
คิดได้เพียงเท่านั้นยูชอนก็ต้องหยุดคิดเมื่อคุณนายคิมรุนหลังลูกชายคนเล็กของเจ้าหล่อนให้เดินมาขนาบข้างเขา เพียงเท่านั้นร่างเล็กก็เริ่มต้นก้าวฉับๆ ไปยังเจ้าจากัวร์สีดำทันทีราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกลงโปรแกรมไว้ ยูชอนทอดสายตามองตามร่างเล็กแล้วส่ายหัวน้อยๆ ร่างสูงหันมาก้มหัวให้กับว่าที่แม่ภรรยาจำเป็นพลางยิ้มแห้งๆ ก่อนจะก้าวตามร่างบางไปที่รถ...
ร่างสูงก้าวขึ้นบนรถอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปเลิกคิ้วมองเสี้ยวหน้าหวานที่นั่งนิ่งหลังตรงอยู่บนรถ เสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากชายหนุ่มทำให้จุนซูหันขวับกลับมามองตาขวาง...
“ที่ควรจะหนักใจน่ะมันฉัน!!!” ร่างเล็กร้องขึ้นเสียงดังจนแทบจะเป็นตะโกน อาการองค์ลงกระทันหันของจุนซูทำให้ยูชอนถึงกับคิ้วกระตุก ร่างสูงปรายตาเหลือบมามองร่างเล็กก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก
“ทำไม? กลัวว่าแม่จะเนรมิตสวนหลังบ้านให้กลายเป็นงานแต่งงานในฝันไม่ได้ดั่ง...เฮ้ย!!!”
ร่างสูงร้องลั่นก่อนจะมีอันต้องเหยียบเบรกแทบหัวทิ่ม เมื่อจู่ๆ จุนซูก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วทำท่าจะเปิดประตูรถลงไป ร่างสูงหายใจถี่ระรัวจ้องมองร่างบางที่ตอนนี้แขนข้างหนึ่งถูกยึดไว้ด้วยมือแกร่งของเขาด้วยแววตาที่ไม่อาจอธิบายความหมาย
“ทำบ้าอะไรของนาย?!!!”
“จะลงรถ! เรายอมเดินไปจนถึงในเมืองดีกว่าต้องมานั่งทนฟังไอ้ผู้ชายปากหมาอย่างนายล้อเลียน!!!” จุนซูว่า สะบัดแขนของตนออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่มร่างสูงที่จ้องมองมาอยู่ จุนซูขยับเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปทันทีท่ามกลางเสียงโวยวายของอีกคน
คุณนายจะได้เล่นกูสิถ้ารู้ว่าปล่อยให้ว่าที่ลูกสะใภ้สุดที่รักต้องมาเดินตากแดดแบบนี้!!!
“ขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะจุนซู...อย่ามาทำเป็นเรียกร้องความสนใจหน่อยเลย ฉันไม่ว่างขนาดจะต้องมาตามใจมาคอยรองรับอารมณ์นายทั้งวันหรอกนะ” เสียงทุ้มว่าด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะต้องโมโหหนักกว่าเก่าเมื่อสิ่งเดียวที่ร่างเล็กตอบเขาก็คือเสียงปิดประตูรถดังปัง
“เด็กเวรเอ๊ย!” ร่างสูงทุบพวงมาลัยแรงๆ ด้วยความหงุดหงิด ดวงตาคมเปี่ยมเสน่ห์ทอดมองแผ่นหลังบอบบางที่เดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าเรื่อยๆ อย่างไม่คิดจะสนใจเขาอีกเลยด้วยอารมณ์กรุ่นๆ สุดท้ายก็ต้องยอมสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วขับรถตามไปดักข้างทางเงียบๆ
“นี่...ขึ้นรถมาเดี๋ยวนี้นะ” เสียงแกร่งตะโกนออกไป แม้จะไม่ห้วนเหมือนเดิมแล้วหากก็ยังดูไม่น่าฟังอยู่ดีในความคิดของจุนซูที่โกรธจนแทบจะเป็นบ้า ร่างเล็กตวัดสายตามามองเล็กน้อยก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินออกไป ร่างสูงก็ขยับรถตามมาดักข้างหน้าอีกแล้วตะโกนแข่งกับเท้าเล็กๆ ที่ย่ำอย่างไม่คิดชีวิตนั่น
“นี่...ฉันขอโทษก็ได้เอ้า! ขึ้นมาเหอะ ตัวแค่นั้นไปเดินตากแดดเดี๋ยวจะได้เป็นลมเป็นแล้งอีก ไม่เจียมจริงๆ” ประโยคแรกฟังดูดีเหมือนจะเป็นห่วง แต่สุดท้ายหมาในปากของปาร์คยูชอนก็พังกรงที่เจ้านายอุตส่าห์ต้อนเข้าไปได้สำเร็จ ประโยคสุดท้ายเลยทำให้ร่างเล็กนอกรถเร่งฝีเท้าขึ้นจนแทบจะเป็นวิ่ง
“โว้ย!!!” ยูชอนสบถเสียงลั่น ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูรถลงอย่างรวดเร็ว
“ขึ้นรถ!!!” เขาเดินดุ่มเข้าไปหาแล้วออกคำสั่งทันที จุนซูหยุดเดินพลางขยับตัวออกห่างราวกับรังเกียจเสียเต็มประดา อาการแบบนั้นทำให้ร่างสูงถึงกับค้างทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่ คนที่ไม่เคยมีใครปฏิเสธอย่างยูชอนแทบรับไม่ได้ที่เห็นคนทำทีท่ารังเกียจตนได้ขนาดนี้
“โอเค! ไม่ขึ้นใช่ไหม?! งั้นฉันก็จะเดินไปกับนายเนี่ยแหละ! ดูสิจะทนไปได้สักกี่น้ำ!!!” ว่าจบร่างสูงก็กระชากแขนเล็กแล้วดึงให้เดินตามออกไปทันที...จุนซูเบิกตากว้างของคนตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ไม่คิดว่ายูชอนจะกล้าทำแบบนี้จริงๆ
“ปล่อยเรา!...” จุนซูประท้วงพลางสะบัดแขนเล็กให้หลุดออกจากพันธนาการของมือแกร่ง ร่างสูงปรายสายตาขุ่นๆ มองคนที่ยืนตีหน้านิ่งอยู่ข้างๆ แล้วขยับเท้าก้าวเดินต่ออย่างไม่สนใจ...ก็เอาสิปาร์คยูชอน ระหว่างคนที่ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกด้วยตัวเองแบบติดดินอย่างเรา กับคุณชายทายาทธุรกิจพันล้านอย่างนาย ใครมันจะแพ้ให้ไอ้แดดเปรี้ยงๆ นี่ก่อนกัน!!!
แล้วนายจะเสียใจที่มาท้าคนอย่างเรา...ปาร์คยูชอน!!!
::{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}:{}::
“หา? ไอ้ชอนอ่ะนะไปจอดรถทิ้งไว้กลางถนน??”
เสียงของชางมินที่กำลังนั่งจิบกาแฟรออาหารที่สั่งไปในร้านอาหารหรูเอ่ยถามขึ้นเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากปากของเลขาส่วนตัวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซองมินผงกหัวเล็กน้อยกับร่างสูง มือเรียวบางประสานกันแน่นที่หน้าตักระหว่างที่นั่งเกร็งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
“ครับ...เห็นพี่ฮีชอลเลขาของคุณยูชอนบอกว่า เขาโทรมาสั่งให้ส่งคนเอารถไปไว้ที่คอนโดน่ะครับ” ร่างบางตอบด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน แม้ว่าเขาจะทำงานให้ชางมินมานาน แต่นี่ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่จู่ๆ เจ้านายหนุ่มแสนชาญฉลาดคนนี้ก็เดินดุ่มๆ มาที่โต๊ะทำงานแล้วบอกให้เขาเก็บของออกมาทานข้าวเป็นเพื่อน ท่ามกลางคำถามมากมาย ร่างเล็กก็นั่งรถเคียงข้างเจ้านายหนุ่มมาโดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ...
“ไม่เห็นต้องเกร็งขนาดนั้นเลยนี่...ซองมิน” เสียงของชายหนุ่มรูปหล่อเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“เอ่อ...”
“นี่มันนอกเวลางานนะ...ไม่มีคุณเลขากับบอสชิมนั่งอยู่อีกแล้ว ให้ตายสิ จะต้องให้ฉันบอกนายกี่ครั้งกันนะว่าเราเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องทำเหมือนกับฉันเป็นเจ้านายขนาดนั้นก็ได้...” ชางมินว่า เอามือเท้าคางหน่ายๆ กับท่าทีตึงเปรี๊ยะของเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ทำตัวเหมือนเป็นคนห่างไกลขนาดนั้น
จริงๆ แล้วทั้งเขา ยูชอน และซองมิน ต่างก็เป็นเพื่อนที่เรียนร่วมคณะกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ดังนั้นการศึกษาของคนตรงหน้านี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาที่ตรงไหน อันที่จริงซองมินสามารถทำงานได้ดีถึงระดับของผู้บริหาร และยูชอนก็เคยยื่นข้อเสนอนั้นให้กับร่างบางแต่ก็ถูกปฏิเสธ
ปัจจุบันนี้ ลีซองมิน อดีตนักศึกษาระดับเกียรตินิยมอันดับสองของคณะอินเตอร์บริหารจึงไม่ได้ทำงานอะไรที่สูงไปกว่าเลขาส่วนตัวของรองประธานบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดัง โดยที่เขากับยูชอนต้องใช้ความพยายามในการบังคับคนตรงหน้าอยู่นานกว่าที่ซองมินจะยอมรับเงินเดือนที่สูงกว่าตำแหน่งไปพอสมควรนั้น
“คือ...ยังไงคุณก็เจ้านายผม” เสียงหวานใสพูดเรียบๆ พลางส่งยิ้มให้ร่างสูงอ่อนๆ...มันยากที่จะไม่ให้เขารู้สึกกดดัน แม้จะเป็นเพื่อนร่วมคลาสกันมาแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นสนิทกันมากมาย แถมกลุ่มของชางมินยังนับว่าเป็นกลุ่มคนที่ดังมากๆ ในมหาวิทยาลัย ทั้งรูปร่าง หน้าตา ฐานะ และมันสมอง...มันเลยช่วยไม่ได้ที่เด็กนักเรียนทุนอย่างเขาจะรู้สึกเกร็งๆ อยู่บ้างเวลาอยู่ต่อหน้าคนพวกนี้...
โดยเฉพาะชางมิน นักศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่เขาแอบชอบมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย...
“แต่นี่มันนอกเวลางานนะ” เสียงตัดพ้อกวนประสาทของชางมินดึงร่างเล็กให้หลุดจากภวังค์ ซองมินขยับยิ้มกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดราวกับเด็กเอาแต่ใจของเจ้านายหนุ่ม
“เมื่อวันก่อนคุณก็โทรเรียกผมมาช่วยเคลียร์เอกสารที่ค้างอยู่ทั้งๆ ที่มันตีสองแล้ว...” เจอย้อนเข้าไปชางมินก็เงียบกริบ ชายหนุ่มฉลาดพอที่จะไม่เถียง เพราะประสบการณ์จากทั้งซองมินและ คิมฮีชอล เลขาของยูชอนมันสอนให้เขารู้ว่า...เลขา ปากจัดทุกคน...
“แล้วนี่ลากผมมาทานข้าวด้วย มีอะไรหรือครับ?” ซองมินถาม หลังจากพยายามผ่อนคลายตัวเองลงได้บ้างแล้ว ชางมินเองก็เหนื่อยที่จะบังคับเขาให้พูดจาเป็นกันเองแล้วเช่นกันจึงได้แต่พยักหน้าสั้นๆ
“ก็ไม่อะไรมากหรอก...เรื่องไอ้ชอนน่ะแหละ” ร่างสูงว่า ทำเอาซองมินต้องเลิกคิ้วขึ้น
“คุณยูชอนทำไมเหรอครับ?”
“มันจะแต่งงาน...”
“ห๊า?!!!” เสียงหวานร้องลั่นขึ้นอย่างตกใจก่อนที่เจ้าตัวจะยกมือขึ้นปิดปากไว้ได้ทัน ร่างเล็กหดคอลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสายตามองด้อมๆ มองๆ มาของคนทั้งร้าน ซองมินเหลือบมองซ้ายขวาก่อนจะหันมาสบตาชางมินที่นั่งจ้องเขาพลางหัวเราะด้วยสายตาค้อนๆ
“หยุดเลยนะครับ...อธิบายผมมาก่อนว่าเรื่องนี้มันเป็นยังไงมายังไง ทำไมคุณยูชอนถึงจะแต่งงาน แล้วแต่งกับใครด้วย? ไหนตอนเรียนมหาลัยพูดนักพูดหนาว่าไม่อยากแต่งงานไงครับ” ซองมินเอ่ยถาม
“นี่ถ้ามันมาได้ยินนายพูดอย่างนี้คงเอาหัวโขกกำแพงตายไปแล้วแน่ๆ” ชางมินว่ากลั้วหัวเราะ ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ปรับท่าตัวเองให้สบาย ดวงตาคมหนักแน่นทอดมองไปยังร่างบางของเลขาเบื้องหน้า สื่อความหมายบางอย่างที่ซองมินซึ่งอยู่กับเขามานานมากพอเริ่มเอะใจ
“ฉันเล่าให้ฟังแน่...” ร่างสูงพูด รอยยิ้มบางๆ แต้มขึ้นที่มุมปาก
“แต่ต้องรับปากก่อนนะว่าจะช่วยอะไรฉันบางอย่าง...เรื่องไอ้ยูชอนมัน...”
::{TO BE CON}::
เม้นต์เพื่องานแต่ง (ที่อาจจะวุ่นวายด้วยฝีมือของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และเพื่อนเจ้าบ่าว(?) อิยะฮ่ะฮ่า~)
#1 By Luv-U-XiahJunsu on 2008-02-17 14:05